เอกสาร PDF

ความรู้และแนวทางปฏิบัติ
สำหรับครอบครัวที่ดูแลเด็กที่มีปัญหา
เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเอชไอวี

 

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

ความเป็นมาของเชื้อไวรัสเอชไอวี การติดต่อ การป้องกัน

เอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเริ่มมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีครั้งแรกในปีพ.ศ. 2524 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยรายแรกในปีพ.ศ. 2527 โดยพบในกลุ่มชายรักร่วมเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด หญิงขายบริการทางเพศและผู้ใช้บริการทางเพศ แม่บ้าน หญิงตั้งครรภ์ และเด็กตามลำดับ โดยรายงานพบผู้ป่วยเด็กไทยรายแรกเมื่อปีพ.ศ. 2530

เชื้อไวรัสเอชไอวีเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะอยู่ในกระแสเลือดของผู้ที่ติดเชื้อตลอดเวลา การติดต่อเกิดขึ้นได้ 3 ทาง คือ

1. จากทางเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่กับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

2. จากทางเลือด โดยการสัมผัสเลือดหรือน้ำเหลืองของผู้ที่ติดเชื้อโดยตรง หรือการใช้เข็มฉีดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด

3. จากแม่สู่ลูก โดยเด็กอาจติดเชื้อขณะอยู่ในครรภ์ผ่านทางรก ขณะคลอดโดยการสัมผัสเลือดแม่ หรือหลังคลอดโดยรับจากน้ำนมแม่

ส่วนการสัมผัส กอดจูบ หรือการอยู่ร่วมกันในบ้าน ในโรงเรียน หรือที่ทำงาน รวมทั้งการถูกยุงหรือแมลงกัดจะไม่ทำให้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี


การป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

1. ทางเพศสัมพันธ์ ป้องกันโดย

- ไม่มีเพศสัมพันธ์เลย

- มีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย (Safe Sex)

- มีคู่นอนที่แน่ใจจริงๆ ว่าไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อเอดส์

- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีการสอดใส่ หากไม่แน่ใจว่าคนที่กำลังมีเพศสัมพันธ์ด้วยมีโอกาสเสี่ยงต่อเอดส์หรือไม่

2. ทางเลือด ป้องกันโดยไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

3. จากแม่สู่ลูก โดยการตรวจเลือดก่อนแต่งงาน ตรวจเลือดก่อนตั้งครรภ์ กินยาป้องกันการถ่ายเชื้อจากแม่สู่ลูก และไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าหากมีการป้องกันโดยแม่ได้รับยาต้านไวรัสตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์จนถึงคลอด และไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเด็ดขาด พบว่าเด็กมากกว่า 9 ใน 10 ไม่ติดเชื้อจากแม่และเป็นเด็กแข็งแรงดี และน้อยกว่า 1 ใน 10 ที่ติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือระหว่างคลอด นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าการวางแผนผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้องร่วมกับการใช้ยาต้านไวรัสจะทำให้ลดการถ่ายเชื้อจากแม่สู่ลูกได้มากขึ้น


อาการของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีเป็นอย่างไร

เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี อาจมีอาการเร็วตั้งแต่ยังเป็นทารกแบเบาะ หรือดูแข็งแรงดีไม่มีปัญหาใดๆ แล้วค่อยๆ แสดงอาการเมื่อโตขึ้น อาการที่แสดงออกมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการภายในอายุ 1-2 ปี อาการที่พบบ่อยคือ

1. ป่วยบ่อย โดยมักเป็นหวัด ปอดบวม ท้องเสีย

2. เวลาเจ็บป่วยมักจะมีอาการหนักต้องอยู่โรงพยาบาล หรือเป็นซ้ำๆไม่หายขาด

3. เป็นฝ้าขาวจากเชื้อราในปาก

4. เลี้ยงไม่โต บางคนผอมแห้งมาก

5. พัฒนาการล่าช้าไม่คลาน ไม่เดิน ไม่พูด เมื่อถึงวัยอันควร

6. แพทย์ตรวจพบตับม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต

นอกจากนี้อาจมีอาการอื่นๆ ที่พบได้คือ อาการทางระบบประสาท โรคหัวใจ เลือดออกง่ายเพราะเกล็ดเลือดต่ำ โรคไต ต่อมน้ำลายโต เป็นต้น เมื่อโรคดำเนินไปไกลอาการต่างๆ จะชัดขึ้น

การที่เด็กคนหนึ่งจะมีอาการมากหรือน้อย เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่สายพันธุ์ของไวรัส การตอบสนองต่อการติดเชื้อของเด็กแต่ละคนที่ต่างกัน ภาวะความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเด็ก รวมทั้งการดูแลรักษาทั่วไป การให้ยาต้านไวรัสถือเป็นหัวใจในการรักษา ซึ่งหากเด็กได้รับยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสม และกินยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ตรงเวลา จะมีสุขภาพดีเหมือนเด็กปกติ โดยไม่จำเป็นต้องมีอาการหรือความเจ็บป่วยดังที่กล่าวในข้างต้น


จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กติดเชื้อ เอชไอวี

ในผู้ใหญ่การวินิจฉัยโรคติดเชื้อเอชไอวี ทำได้โดยการตรวจเลือด ซึ่งจะพบว่าเลือดบวก อันเป็นผลมาจากการตรวจปฏิกิริยาทางน้ำเหลืองต่อเชื้อไวรัส เมื่อหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวี ภาวะเลือดบวกนี้จะถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์เสมอไม่ว่าทารกจะติดเชื้อไวรัสหรือไม่ ดังนั้นการวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีในเด็กที่อายุน้อยกว่า 12-18 เดือน ยังไม่สามารถเอาผลจากปฏิกิริยาทางน้ำเหลืองตามปกติได้เพราะยังเป็นผลเลือดของแม่ได้ นอกจากต้องใช้การตรวจพิเศษ เช่นการตรวจ PCR เพื่อหาไวรัสโดยตรงและต้องตรวจอย่างน้อย 2 ครั้งเพื่อความแน่ใจ ส่วนเด็กที่อายุมากกว่า 18 เดือน สามารถใช้การตรวจปฏิกิริยาน้ำเหลืองบอกภาวะการติดเชื้อได้เหมือนผู้ใหญ่

การวินิจฉัยให้ได้เร็วที่สุดว่าทารกนั้นติดเชื้อหรือไม่ จะทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและทำให้พ่อแม่สามารถวางแผนชีวิตครอบครัวได้


เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจะมีอายุยืนแค่ไหน

หากเด็กไม่ได้รับการดูแลรักษาใดๆ ส่วนหนึ่งจะเสียชีวิตตั้งแต่วัยก่อนเข้าโรงเรียน อีกส่วนหนึ่งจะเติบโตรอดชีวิตจนโตโดยอาจมีอาการไม่มากก็น้อย และไปเสียชีวิตในวัยเรียนชั้นประถม ในปัจจุบันการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี มีวิวัฒนาการที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เด็กที่ติดเชื้อมีโอกาสที่จะมีสุขภาพแข็งแรง และมีชีวิตยืนยาวมากขึ้นจนโตเป็นผู้ใหญ่ได้ แม้จะยังบอกไม่ได้ว่าอายุจะยืนยาวที่สุดได้เท่าใด แต่มีความหวังที่จะมีชีวิตยืนยาวใกล้เคียงคนปกติ โดยเฉพาะถ้าได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมในเรื่องอาหารการกิน การเลี้ยงดูที่ดี มีการใช้ยาต้านไวรัส ยาป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้จัดว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เด็กมีอายุยืนยาว ดังนั้นผู้ดูแลเด็กและแพทย์ควรมีส่วนร่วมในการหารือกันเพื่อทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงที่สุด มีโอกาสมีชีวิตที่ยืนยาวที่สุดอย่างมีคุณภาพตามอัตภาพของแต่ละคน


หลักการดูแลรักษาเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีหรืออาจติดเชื้อเอชไอวี

1. บำรุงสุขภาพด้วยอาหารที่มีประโยชน์ ถูกสุขลักษณะและเหมาะสมกับวัยเด็กของแต่ละคน เพราะการมีสุขภาพที่ดีสามารถช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนได้

2. ป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนโดยการไม่ไปอยู่ใกล้ผู้ที่อาจแพร่เชื้อโรคติดต่อต่างๆได้ รวมทั้งสร้างนิสัยให้มีสุขอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือก่อนกินอาหาร แปรงฟันอย่างน้อย วันละ 2 ครั้ง ไม่ควรมีสัตว์เลี้ยงที่ต้องมีการสัมผัสโดยตรงกับเด็ก เช่น สุนัข แมว เพราะสัตว์อาจนำโรคหรือพยาธิมาสู่คนได้

3. ให้วัคซีนตามวัยอันเหมาะสม

4. ให้ยาป้องกันโรคติดเชื้อแทรกซ้อน ถ้าระดับเม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ต่ำ

5. รีบรักษาการเจ็บป่วยเฉียบพลันอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

6. ควรจะมีการปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาต้านไวรัสกับแพทย์ผู้รักษา เพราะยาต้านไวรัส จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อได้รับสูตรยาที่เหมาะสมกับเด็ก มีการกินอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และตรงเวลาตามที่แพทย์แนะนำ มิฉะนั้นเชื้อจะดื้อยาส่งผลให้การรักษาล้มเหลว เด็กจะมีอาการทรุดลง

7. ประคับประคองจิตใจให้เหมาะสมกับวัย โดยเฉพาะเด็กเหล่านี้จะต้องถูกเจาะเลือดบ่อยๆ ทำให้เด็กกลัวการมาโรงพยาบาล ความอบอุ่นในครอบครัวจะช่วยให้เด็กมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


การใช้ยาต้านไวรัส

ยาต้านไวรัสนับเป็นวิวัฒนาการใหม่ที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีแข็งแรง และมีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่ยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ ซึ่งการรักษาโดยใช้ยาต้านไวรัสเป็นการรักษาตลอดชีวิต เหมือนรักษาเบาหวาน แต่ราคาแพงกว่า รวมทั้งเบาหวานไม่ดื้อยา แต่ไวรัสเอชไอวีดื้อยาง่าย ดังนั้นก่อนจะเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสในเด็ก ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์ให้เข้าใจถ่องแท้ และควรเห็นความสำคัญในการกินยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

เป็นที่ยอมรับกันว่า ยาต้านไวรัสจะต้องใช้ร่วมกันอย่างน้อย 3 ตัวขึ้นไป เพราะไวรัสเอชไอวีแบ่งตัวเร็วและดื้อยาง่าย หากใช้ยาแค่ตัวเดียวไม่นานนักก็จะไม่ได้ผล วิธีที่จะทำให้ได้ประโยชน์จากยามากที่สุดและไม่ก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาเร็วคือ การเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสม เริ่มใช้ยาก่อนที่โรคจะดำเนินไปไกล มีการกินยาสม่ำเสมอ ตรงต่อเวลา และไม่ขาดการกินยา เพราะการขาดยาจะทำให้เชื้อดื้อยาอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเชื้อดื้อยาขึ้นผู้ป่วยจะอาการทรุดลง และจะต้องเปลี่ยนยาในการรักษา ยาสูตรถัดไปมักกินยากขึ้น มีฤทธิ์ข้างเคียงมากขึ้น และมีราคาแพงขึ้น ซึ่งหากดื้อมากๆ อาจไม่มียาตัวใดที่รักษาได้ผลอีกต่อไป

อย่างไรก็ตามยาต้านไวรัสไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของชีวิต แต่เป็นเพียงการรักษาอันหนึ่งเท่านั้น ชีวิตยังคงประกอบด้วยส่วนสำคัญอื่น ๆ ด้วย เช่น การรักษาสุขอนามัยที่ดีเพื่อการมีสุขภาพที่ดี จิตใจที่แจ่มใส รวมทั้งการอยู่ในบรรยากาศของครอบครัวที่อบอุ่นก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ยาต้านไวรัสเช่นกัน


การเลี้ยงดูเด็กที่ติดเชื้อหรืออาจจะติดเชื้อเอชไอวี

ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือญาติ ควรมีความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคติดเชื้อเอชไอวีเป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้เลี้ยงดูจะต้องรำลึกอยู่เสมอ คือ

- เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีก็เหมือนเด็กทั่วๆไป ที่ต้องการความรักการดูแลเอาใจใส่ และมีความโศกเศร้าเสียใจ หากถูกทอดทิ้งหรือครอบครัวขาดความอบอุ่น

- เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กหรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในบ้าน และไม่เป็นอันตรายต่อเพื่อนๆ ในชั้นเรียน

- การแพร่เชื้อไวรัสเอชไอวีจากเด็กที่มีเชื้อเหล่านี้ จะไม่เกิดขึ้นจากการกินอาหารร่วมกัน สัมผัส กอด จูบ แต่อาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อได้ในกรณีที่มีการสัมผัสโดยตรงกับเลือดหรือแผลซึ่งมีน้ำเหลืองซึมออกจากร่างกายของเด็กเหล่านี้ ดังนั้นจึงควรให้ความระมัดระวังหากเกิดกรณีเด็กที่ติดเชื้อมีเลือดออก หรือมีแผลที่มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึม โดยการทำแผลและปิดบาดแผลของเด็ก

เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี มีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายจากเพื่อน หรือคนในบ้าน

การให้อาหารที่เหมาะสม และถูกสุขลักษณะ รวมทั้งการใส่ใจ ให้ความรัก ความอบอุ่นถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลเด็กเหล่านี้


ข้อควรปฏิบัติสำหรับการดูแลเด็กที่อาจจะติดเชื้อ หรือติดเชื้อเอชไอวี

1. ไม่ให้เด็กกินนมแม่ ให้ใช้นมผสมแทน

2. ให้อาหารที่มีประโยชน์ เหมาะกับวัย และปรุงสุกใหม่ๆ

3. ดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัย ล้างมือก่อนกินอาหารทุกครั้ง

4. เลี้ยงดูเหมือนเด็กปกติ ไม่ต้องแยก จาน ชาม ช้อน หรือเสื้อผ้า แต่ควรแยกแปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ และของใช้มีคมที่อาจทำให้มีการสัมผัสเลือดหรือน้ำเหลืองได้

5. ไม่ควรมีสัตว์เลี้ยงที่ต้องสัมผัสในบ้าน และไม่นำเด็กไปในที่ๆ มีผู้คนจำนวนมาก หรือแออัด เพราะอาจรับเชื้อโรคจากคนรอบข้างได้

6. นำเด็กมาตรวจสุขภาพตามที่แพทย์นัด รวมทั้งรับวัคซีนและกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะยาต้านไวรัสและยาป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ

7. เมื่อมีการติดเชื้อวัณโรคของคนใกล้ชิดเด็กจะต้องรีบรายงานแพทย์ให้ทราบ ปรึกษาแพทย์ และพยาบาลหากมีข้อสงสัยใดๆ ในการปฏิบัติตัว และหากเด็กมีความเจ็บป่วยใดๆ ควรนำเด็กมาพบแพทย์ ไม่ควรทดลองรักษาเอง

8. ให้เด็กมีสังคมและการเรียนรู้ที่สมวัย ให้ไปโรงเรียนได้เหมือนเด็กปกติยกเว้นเมื่อเจ็บป่วย

9. เมื่อเด็กมีแผลที่มีน้ำเหลืองหรือเลือดซึม ควรทำแผลและใช้ผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์ปิดแผลให้มิดชิด

10. สร้างความรัก ความอบอุ่นและความเห็นอกเห็นใจในครอบครัว


ปัญหาที่พบบ่อยๆ ในเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีมีดังนี้

1. เป็นฝ้าขาวในปาก ซึ่งเกิดจากเชื้อรา ควรให้เด็กดื่มน้ำล้างปากเล็กน้อยหลังดูดนมเสร็จทุกครั้ง และควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาฆ่าเชื้อรา

2. ตุ่มคันตามตัวและมีแผลจากการเกา เหมือนที่ชาวบ้านเรียกว่าน้ำเหลืองไม่ดี การดูแลควรรักษาความสะอาดคือ ตัดเล็บสั้น ใส่กางเกงขายาว การใช้ยาสเตียรอยด์อ่อนๆทาจะช่วยลดอาการคันได้มาก หากตุ่มแผลดังกล่าวเกิดการติดเชื้อหรือเป็นฝีหนองควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

3. ในเด็กบางรายอาจมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน ผู้ดูแลควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่จำเพาะต่อไป

4. เด็กติดเชื้อเอชไอวีอาจท้องเสียจากการติดเชื้อในลำไส้ หรือเกิดจากการแพ้นม ควรดูแลให้เด็กกินอาหารอ่อนๆ หรือน้ำข้าว และกินสารละลายน้ำเกลือ งดน้ำผลไม้และนมชั่วคราว และรีบปรึกษาแพทย์

5. เด็กหลายคนเป็นหวัดตลอดเวลา เนื่องจากมีปัญหาภูมิแพ้ ควรให้เด็กหลีกเลี่ยงฝุ่นควัน โดยเฉพาะควันบุหรี่ หากมีผู้ใดในบ้านสูบบุหรี่ควรให้สูบนอกบ้าน และไม่มาสูบใกล้ๆ เด็ก ควรดูแลสถานที่พักให้สะอาดอยู่เสมอ หากอาการของเด็กไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

6. ไข้ ไอ หอบ อาการทั้ง 3 อย่างนี้ บ่งถึงภาวะปอดบวมต้องพบแพทย์โดยด่วน

7. เมื่อมีผู้ใกล้ชิดกับเด็กเป็นวัณโรค จำเป็นต้องรายงานแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจโดยละเอียดว่า เด็กได้รับเชื้อวัณโรค หรือเป็นวัณโรคหรือไม่ เพื่อให้ยาป้องกันหรือรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป


เมื่อครอบครัวมีปัญหาเกี่ยวกับโรคเอชไอวี ควรทำอย่างไร

1. การวางแผนครอบครัว

คู่สามีภรรยาที่รู้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายติดเชื้อเอชไอวี ควรมีการปรึกษาหารือกันด้วยความเห็นใจและเข้าใจเพื่อวางแผนเกี่ยวกับการมีบุตร และใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างเหมาะสม การใช้ถุงยางอนามัยนอกจากจะช่วยคุมกำเนิดแล้วยังช่วยป้องกันการรับเชื้อไวรัสจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด้วย ซึ่งมักเป็นสายพันธุ์ที่ไม่เหมือนกัน เนื่องจากการแบ่งตัวและกลายพันธุ์ของไวรัสแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การป้องกันการรับเชื้อไวรัสจากอีกฝ่ายหนึ่ง จะลดความเสี่ยงในการดำเนินโรคที่รุนแรงได้


2. การวางแผนการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก เมื่อหญิงที่ติดเชื้อเอชไอวีตั้งครรภ์

สามี-ภรรยาหลายคู่อาจรู้มาก่อนตั้งครรภ์ว่าติดเชื้อเอชไอวี แต่มีผู้หญิงหลายคนที่รู้เป็นครั้งแรกตอนไปฝากครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี จะต้องตัดสินใจว่าจะตั้งครรภ์ต่อ หรือจะหยุดยั้งการตั้งครรภ์ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์อย่างตรงไปตรงมา

หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีควรปรึกษาสูติแพทย์ถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์และรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปัจจุบันนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรยาต้านไวรัสให้แก่หญิงคั้งครรภ์ทั่วประเทศ และจัดหานมผสมให้แก่ทารกจนถึงอายุ 1 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ


3. การวางแผนการดูแลลูกน้อย

เมื่อหญิงมีครรภ์ตัดสินใจจะตั้งครรภ์ต่อไป ควรปรึกษาคู่สมรสในทุกขั้นตอน และไม่ควรให้ลูกกินนมแม่ เพราะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น และควรให้ทารกกินยาต้านไวรัสตามที่แพทย์แนะนำ

ทารกแรกเกิดมักจะแข็งแรงดี ไม่มีอาการใดๆ ควรนำทารกมาพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนตามวัย และกินยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสตามความเหมาะสม

ควรเลี้ยงดูและปฏิบัติต่อเด็กเช่นเดียวกับเด็กปกติ แต่ควรสังเกตความผิดปกติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นและหากมีสิ่งใดผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์


4. การวางแผนชีวิตครอบครัว

การติดเชื้อเอชไอวี ย่อมมีปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยระยะยาวเข้ามาเกี่ยวข้อง สามี-ภรรยาควรปรึกษากันอย่างเปิดเผยด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน และร่วมรับผิดชอบภาระอันจะเกิดขึ้น การวางแผนในอนาคตให้ลูก มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากลูกไม่ติดเชื้อเอชไอวีจะมีอายุยืนยาวเหมือนเด็กปกติ หรือหากลูกติดเชื้อเอชไอวีต้องให้ดูแลรักษาตลอดไป

สิ่งที่สำคัญมากคือ สามีและภรรยาที่ติดเชื้อ จะต้องดูแลรักษาสุขภาพของตนให้ดีที่สุด เพื่อจะได้เลี้ยงดูบุตรได้ยาวนาน ต้องมีการพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา กินยาต้านไวรัสตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้สุขภาพไม่ดี เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ใช้ยาเสพติด เล่นการพนัน หลีกเลี่ยงภาวะตึงเครียด และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการรับเชื้อเพิ่ม


5. การเปิดเผยความลับ

การติดเชื้อเอชไอวีนับเป็นภาวะอันไม่พึงประสงค์ หลายๆท่านอาจไม่ต้องการเปิดเผยความลับนี้ให้ใครรู้ทั้งสิ้น เพราะเกรงจะถูกรังเกียจ ดูหมิ่น หรือถูกทอดทิ้ง แต่การเก็บความลับไว้แต่ผู้เดียว ก่อให้เกิดความอึดอัดทรมาน ไม่สามารถปรึกษาใครได้ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี จะสามารถให้คำปรึกษาแนะนำเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี

การเปิดเผยความลับ ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้ติดเชื้อ หากพ่อแม่ไม่ประสงค์ที่จะให้ใครรู้ อย่างน้อยที่สุดควรปฏิบัติไม่ให้เกิดความเสี่ยง เช่น กรณีมีเหตุการณ์เลือดออก ควรดูแลทำความสะอาดให้เรียบร้อยมิให้ผู้ใดสัมผัสเลือด เช่นเดียวกับกรณีที่เด็กมีแผล มีน้ำเหลืองหรือเลือดซึม ควรปิดแผลให้เรียบร้อย

นอกจากนี้ เมื่อเด็กโตขึ้นพอที่จะเข้าใจและดูแลตัวเองได้แล้ว จำเป็นต้องมีกระบวนการบอกให้เด็กรับทราบถึงความเจ็บป่วยของตนเอง เพื่อที่เด็กจะได้ปฏิบัติตัว และดูแลตัวเองได้ดีต่อไปจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ กระบวนการบอกให้เด็กรับรู้นี้ต้องให้ความรู้และให้การปรึกษาที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละราย มีการพิจารณาความพร้อมทั้งต่อตัวเด็กและผู้ดูแล และควรเตรียมก่อนที่เด็กจะเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งจะเป็นวัยที่มีปัญหาอื่นๆอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ดี แพทย์และพยาบาลสามารถเป็นที่ปรึกษาที่ดีได้


6. ความเศร้าใจของเด็กๆ

เด็ก ๆ หลายคนโดยเฉพาะเด็กโต เริ่มกลัวความเจ็บป่วย และบางคนคิดถึงความตาย การพูดคุยกับเด็กตามสมควรแก่วัย อธิบายให้เข้าใจว่าการมีเชื้อเอชไอวีในร่างกายก็สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีกำลังใจและร่วมมือในการรักษา นอกจากนี้ควรกระตุ้นให้เด็กได้พูดถึงสิ่งที่ตนคิดหรือกังวลอยู่เพื่อให้เด็กได้ระบายอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ผู้ปกครองควรใช้วิธีการหลายๆอย่าง รวมทั้งความเชื่อทางศาสนาเข้ามาช่วยปลอบโยนเด็ก เพื่อให้เด็กมีความสดชื่นอยู่เสมอทั้งในครอบครัวและสังคมของตนเอง


7. ทำอย่างไรดีกับเด็กติดเชื้อที่เติบโตและเข้าสู่วัยรุ่น

ด้วยการรักษาที่ดีขึ้นมาก ทำให้เด็กที่ติดเชื้อรอดชีวิตจนเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น ในการนี้ผู้ปกครองควรวางแผนช่วยเหลือเด็กในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ การศึกษา อาชีพในอนาคต การคบเพื่อนต่างเพศ การมีแฟนหรือคู่ครอง การมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งการดูแลรักษาโรคของตนในระยะยาวต่อไป และควรให้ความรัก ความเข้าใจเพื่อช่วยให้เด็กสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากนี้ หรือหากผู้ดูแลต้องมีปัญหาทีมแพทย์และพยาบาลสามารถเป็นที่ปรึกษาที่ดีได้


8. ความรักความเข้าใจในครอบครัวสำคัญที่สุด

เป้าหมายสำคัญในการรักษาเด็กที่ติดเชื้อ คือการทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด และอายุยืนนานที่สุด ซึ่งต้องรวมถึงการดูแลทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ ความรักใคร่ ปรองดอง ความเข้าใจซึ่งกันและกันในครอบครัว นับเป็นยาขนานวิเศษที่สุด แม้ว่าเด็กหลายคนจะพ่ายแพ้ต่อโรค ไม่สามารถชะลอการดำเนินโรคได้ แต่หากมีจิตใจที่สดชื่น มีความสุขในชีวิตจะทำให้ช่วงเวลาที่มีอยู่เต็มไปด้วยคุณภาพ ด้วยการมอบความรัก ความเข้าใจให้กันและกันจากบุคคลในครอบครัวและบุคคลรอบข้างในสังคม

 

 

 

แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2012 เวลา 06:25 น.)