แพทย์เปิดข้อมูล ! คนไทยรายแรกรักษาเอดส์หาย

 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ
คมชัดลึก 4 ตุลาคม 2557

 

 

แพทย์อึ้ง ชายไทยเป็นเอดส์ 17 ปีที่แล้ว ขอกินยาต้านทันที ตรวจอีกครั้งปี 56 ไม่พบเชื้อในร่างกาย เชื่อยาต้านฆ่าไวรัส เจ้าตัวยันไม่เคยหาหมอที่อื่น เผยทั่วโลกพบกว่า 20 ราย ศูนย์วิจัยเอดส์ฯ เตรียมรับเข้าโครงการตรวจพิเศษ

โรคเอดส์ หรือเชื้อไวรัสเอชไอวี แพร่ระบาดเข้าเมืองไทยเกือบ 30 ปีแล้ว มีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยสะสมกว่า 1 ล้านคน และในแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มประมาณ 1 หมื่นคนนั้น ที่ผ่านมาเชื่อกันว่า โรดเอดส์รักษาไม่ได้ และผู้ติดเชื้อเอดส์จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ล่าสุดพบว่าผู้ป่วยเอดส์คนไทยรายหนึ่งสามารถหายจากโรคนี้ได้ หลังจากกินยาต้านไวรัสนานกว่า 11 ปี เมื่อเลิกกินยานานถึง 7 ปี ผลตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด

ล่าสุด นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ประจำโรงพยาบาลวิชัยยุทธ และที่ปรึกษาสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย เปิดเผย "คม ชัด ลึก" ว่า มีผู้ป่วยเอดส์เพศชายเคยเข้ารับการรักษาตั้งแต่ปี 2539 โดยผู้ป่วยรายนี้ตัดสินใจกินยาต้านไวรัสเอชไอวีตั้งแต่ช่วงแรกที่ตรวจพบว่ามีเชื้อเอชไอวีในร่างกาย หลังจากกินยาต่อเนื่อง 11 ปี ผู้ป่วยรายนี้ก็หายไป ไม่เข้ารับการรักษาอย่างน้อย 7 ปี กระทั่งมาตรวจใหม่อีกครั้งเมื่อปี 2556 ปรากฏว่าไม่เจอเชื้อไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือด โดยเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้กินยาต้านอีกเลย

"หมอไม่อยากเชื่อ ขอนัดตรวจซ้ำใหม่ถึง 3 ครั้ง เป็นระยะๆ ล่าสุดตรวจไปเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ก็ไม่พบ ตอนที่เขามาหาหมอครั้งแรกอายุ 32 ปี เขาถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนอื่นก็เลยไม่สบายใจ รีบมาตรวจหาเชื้อเอดส์ พอหมอยืนยันว่ามีเชื้อเอดส์ในตัว เขาตัดสินใจกินยาทันที อย่าลืมว่า 17 ปีที่แล้วความรู้เรื่องเอดส์ยังไม่พัฒนาเท่าไร และยาแพงมาก เดือนละไม่ต่ำกว่า 6 -7 หมื่นบาท ต้องกินทุกวันตลอดชีวิต เขาก็ไม่กลัวตัดสินใจกินเลย" นพ.มนูญ กล่าว

นพ.มนูญ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาผู้ป่วยเอดส์จะได้รับยาต้านไวรัสก็ต่อเมื่อตรวจหาซีดีโฟร์ หรือตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นการวัดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแล้วต่ำกว่า 350 ขณะที่คนปกติจะมีซีดีโฟร์อยู่ในระดับ 800-1,000 ขึ้นไป ตรวจครั้งแรกซีดีโฟร์ของเขาอยู่ระดับ 532 ยังไม่จำเป็นต้องกินยา แต่คนไข้ยืนยันว่าจะกินเลย จึงตัดสินใจจ่ายยาให้ โดยนับจากวันที่รับเชื้อเข้าร่างกายไม่ถึง 3 เดือน ก็เริ่มกินยาแล้ว ระหว่างที่กินยาร่างกายตอบสนองได้ดี มีซีดีโฟร์เพิ่มขึ้นมาระหว่าง 900-1,000 เหมือนคนปกติทั่วไป หลังจากมารักษากินยาทุกเดือนต่อเนื่อง 11 ปี ถึงปี พ.ศ.2550 คนไข้ก็ขาดการติดต่อไป กระทั่งกลับมาใหม่เดือนตุลาคม 2556 โดยบอกเพียงว่า พบมรสุมชีวิต จึงไม่อยากกินยาอีกต่อไป แต่พอชีวิตดีขึ้นก็ตัดสินใจกลับมารักษาใหม่ เมื่อหมอขอตรวจซีดีโฟร์พบว่าสูงถึง 1,056 สร้างความแปลกใจให้แก่ทีมแพทย์เป็นอย่างมาก

"สันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า ถ้าใครรู้ตัวว่าติดเชื้อเอดส์แล้วกินยาทันทีจะมีผลฆ่าเชื้อไวรัสได้ดีกว่ากินตอนร่างกายอ่อนแอแล้ว ผู้ติดเชื้อรายนี้กินยาต้านไวรัสเร็วมาก ถ้าเปรียบเทียบกับผู้ติดเชื้อรายอื่นๆในสมัยก่อน ช่วงนั้นหากมียาตัวใหม่มาหมอก็เปลี่ยนให้เขาเรื่อยๆ ตอนนั้นเราไม่กล้าให้คนไข้หยุดกิน เพราะหลักการต้องกินทุกวันห้ามหยุดตลอดชีวิต แต่ว่าเขาหยุดกินเอง และกลับมาตรวจใหม่แล้วไม่พบ แต่เขาไม่ใช่คนแรกในโลก เพราะมีผู้ป่วยเอดส์อย่างน้อย 20-30 คนในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และอเมริกา ที่เคยมีรายงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า ตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีหลังจากกินยาต้านไวรัสต่อเนื่องหลายปี แต่นี่เป็นเคสแรกของเมืองไทย ต้องติดตามต่อไปเรื่อยๆ ว่าจะเป็นอย่างไร ยังไม่ยืนยันว่ารักษาหายขาดจริงหรือไม่ แต่เชื่อว่ารักษาได้แล้ว" นพ.มนูญกล่าว

ขณะที่นายเอ (นามสมมุติ) คนไข้วัย 50 ปี ผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์คนดังกล่าว เปิดเผยว่า ยอมรับว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะเป็นเคสแรกในประเทศไทย และไม่อยากเปิดเผยตัวตนออกสู่สังคม เพราะครอบครัวทำธุรกิจ ต้องติดต่อคนจำนวนมาก อีกทั้งคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับผู้ติดเชื้อเอดส์

"สารภาพเลยนะว่า วันนั้นถูกเพื่อนสนิทล่วงละเมิดทางเพศ ตอนนั้นกลัวมาก เพราะเราร่างกายไม่แข็งแรง รู้สึกไม่สบาย จึงรีบไปหาหมอ พอหมอบอกติดเชื้อเอดส์ ก็ช็อกเลยทำอะไรไม่ถูก ตัดสินใจขอกินยา ดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้กินไว้ก่อน ค่ายากับค่ารักษาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วรวมๆ แล้วประมาณเดือนละเกือบแสนบาทนะ ทุกเดือนต้องไปโรงพยาบาลตรวจนั่นตรวจนี่ กินยาทุกวัน 6-7 เม็ด ตอนหลังๆ ค่ายาเริ่มถูกลง กินเป็นสิบปีไปหาหมอตลอด" นายเอ กล่าว

นายเอ กล่าวต่อว่า ต่อมาเมื่อปี 2550 เกิดปัญหาชีวิตส่วนตัวอย่างรุนแรง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป จึงตัดสินใจเลิกกินยา เลิกไปหาหมอ ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แต่ก็แปลกใจที่ร่างกายปกติดี กระทั่งปี 2556 อาการป่วยเบาหวานเริ่มรุนแรงมากขึ้น จึงต้องไปโรงพยาบาลอีกครั้ง เมื่อหมอขออนุญาตตรวจเชื้อเอดส์ และซีดีโฟร์ก็ไม่ขัดข้องอะไร ปรากฏว่า ผลตรวจไม่เจอเชื้อเอดส์แล้ว

"หมอขอนัดตรวจซ้ำๆ หลายครั้ง ก็ไม่เจอ ผมยืนยันคำเดียวว่า ไม่เคยไปกินยากับหมอคนอื่น ไม่เคยกินสมุนไพรหรือะไรทั้งสิ้น ใช้ชีวิตทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย น้ำหนักขึ้นหลายสิบโลด้วย และหลังจากรู้ตัวว่ามีเชื้อเอดส์ในร่างกายก็ไม่เคยมีเซ็กส์หรือไม่นอนกับใครเลยเป็นสิบๆ ปี เพราะกลัวทำบาปเอาเชื้อไปติดคนอื่น สุดท้ายอยากฝากบอกทุกคนว่า อย่าท้อแท้ ให้มีกำลังใจกินยา เพราะยาจะช่วยฆ่าเชื้อให้ตายไปเอง ตอนนี้ดีใจนะ ตั้งใจอุทิศร่างกายให้หมอได้ศึกษาวิจัยเต็มที่" นายเอ กล่าว

ด้าน ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย แสดงความเห็นในเรื่องนี้ ว่า การจะตรวจพิสูจน์ว่าเชื้อเอดส์หายไปจากร่างกายจริงหรือไม่ต้องใช้เวลาหลายปี เพราะบางครั้งเชื้อไวรัสไม่พบในเลือด แต่ไปพบว่าหลบซ่อนในไขกระดูกหรือเซลล์ส่วนอื่นๆ อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นข่าวดีของวงการแพทย์ไทย หากพบและยืนยันได้ว่าการตรวจพบเชื้อเอชไอวีเร็วและกินยาทันทีก่อนร่างกายอ่อนแอจะช่วยรักษาโรคเอดส์ได้

"ศูนย์วิจัยเอดส์ของสภากาชาดไทยกำลังทำโครงการพิเศษเช่นกัน มีอาสาสมัครติดเชื้อเอดส์ประมาณ 100 คน ให้กินยาต้านทันที ไม่ต้องรอซีดีโฟร์ต่ำ ปรากฏว่ามีหลายคนที่กินยาต่อเนื่องหลายปีแล้วตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีในเลือด แต่ต้องรอตรวจซ้ำๆ อย่างน้อย 4-5 ปี ถึงจะยืนยันว่าเชื้อหายไปจากร่างกายจริง ตอนนี้มีการประสานกันแล้วกับหมอมนูญ จะนำคนไข้รายนี้มาเข้าร่วมโครงการเพื่อศึกษาวิจัยร่วมกัน"

ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ฝรั่งเศสและหลายประเทศเริ่มมีผลวิจัยยืนยันคล้ายๆ กันว่า หากตรวจพบเชื้อเอดส์ตั้งแต่เริ่มเข้าร่างกายแล้วกินยาทันทีจะทำให้ร่างกายแข็งแรง รักษาโรคได้ง่ายกว่า ขอให้ทุกคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่ากลัว รีบมาตรวจ ถ้ารู้เร็วยิ่งมีโอกาสหายเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ยาต้านโรคเอดส์สามารถเบิกได้ฟรีตามโครงการหลักประกันสุขภาพ