กรณีศึกษาโรคเอดส์
รู้เร็ว กินยาเร็วและนาน โอกาสหายขาดได้

 

คอลัมน์หมายเหตุประชาชน
เดลินิวส์ฉบับวันอังคารที่ 2 ก.ย. 57

 

 

ปัจจุบัน ความรู้เรื่องโรคเอดส์ก้าวหน้ามากขึ้น มียาต้านไวรัสเอชไอวีมากกว่า 30 ชนิด มีการคิดค้นวัคซีน ยาหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอชไอวี ฯลฯ ราคายาต้านไวรัสเอชไอวีที่เคยแพงลิบลิ่วก็ค่อย ๆ ถูกลง

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ถ้าพูดถึงโรคเอดส์ คงไม่มีใครคาดคิดว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีจะมีโอกาสรอดชีวิต แม้จะมีการคิดค้นยาต้านไวรัสเอชไอวีตัวแรกได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ก็ตาม

ปัจจุบัน ความรู้เรื่องโรคเอดส์ก้าวหน้ามากขึ้น มียาต้านไวรัสเอชไอวีมากกว่า 30 ชนิด มีการคิดค้นวัคซีน ยาหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอชไอวี ฯลฯ ราคายาต้านไวรัสเอชไอวีที่เคยแพงลิบลิ่วก็ค่อย ๆ ถูกลง ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น

นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในอดีต ไม่มียาต้านไวรัสเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเอดส์ได้แต่รอวันตายเพียงอย่างเดียว ไม่มีทางรักษา ปัจจุบัน ถ้าผู้ป่วยมีวินัย กินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างเคร่งครัด ภายใต้การดูแลของแพทย์ ก็มีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว ใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป แต่ในอนาคตผู้ป่วยอาจไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต ถ้าตรวจพบเร็ว รักษาทันที 9 สัปดาห์หลังรับเชื้อเอชไอวี และกินยาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอ”

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของผู้ป่วยโรคเอดส์ เมื่อหลายประเทศได้ทยอยเผยแพร่งานวิจัยการรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกมีรายงานว่ามีผู้ป่วยที่หายจากโรคเอดส์แล้ว 20 กว่าคน

ที่โด่งดังสุด คือกรณีของ ทิโมธี บราวน์ ที่นอกจากจะเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ ยังเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอิลอยด์ชนิดเฉียบพลันด้วย บราวน์ได้รับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโดยการใช้เคมีบำบัด เพื่อทำลายระบบภูมิคุ้มกันเดิมและสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นใหม่ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกผู้อื่น ผลจากการปลูกถ่ายไขกระดูก ทำให้บราวน์หายจากโรคเอดส์ แต่การปลูกถ่ายไขกระดูก ไม่สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยเอชไอวีอย่างกว้างขวางได้ เพราะการจะหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกที่เข้ากันได้และเป็นผู้ที่มียีนต้านทานเชื้อเอชไอวีด้วย เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก

ในประเทศไทยเอง ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กำลังทำวิจัยเกี่ยวกับการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้ โดยผู้ป่วยจะต้องตรวจพบเร็ว จะให้กินยาทันที ก็จะมีโอกาสรักษาหายได้ โดยคำว่ารักษาในที่นี้หมายถึงร่างกายควบคุมไม่ให้เชื้อเอชไอวีทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เอง โดยไม่ต้องกินยาทุกวันทั้งชีวิตเหมือนผู้ป่วยเอดส์ทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมดสิ้น 100 เปอร์เซ็นต์

“ขณะที่งานวิจัยของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กำลังอยู่ในขั้นทดลอง ได้พบกรณีศึกษาผู้ป่วยคนหนึ่งที่ตัดสินใจหยุดยาเองเมื่อ 7 ปีก่อน หลังจากกินยาต่อเนื่องมานาน 11 ปี ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ ผลจากการตรวจเลือดไม่พบเชื้อเอชไอวี ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคเอดส์” นายแพทย์มนูญ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้ป่วยดังกล่าวเข้ารับการรักษาเมื่อปี พ.ศ. 2539 หลังจากตรวจพบเชื้อเอชไอวี ได้รับการรักษาทันที โดยได้กินยาต่อเนื่องนาน 11 ปี ก่อนตัดสินใจหยุดกินยาด้วยตัวเอง เพราะปัญหาส่วนตัวบางประการ

ผ่านไป 7 ปี ผู้ป่วยกลับมาพบแพทย์ใหม่ เพราะต้องการรักษาโรคเบาหวาน ผลการตรวจเลือดพบว่าไม่พบเชื้อเอชไอวี แม้ผลเลือดจะยังเป็นบวกอยู่ แสดงให้เห็นว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกัน สามารถควบคุมเชื้อเอชไอวีได้ ไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต

ผู้ป่วยรายนี้ได้พูดถึงความรู้สึกเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นผู้ป่วยไทยรายแรกที่หายจากโรคเอดส์ ว่า “ดีใจเมื่อรู้ว่าเรื่องของผมได้กลายเป็นกรณีศึกษา และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยคนอื่น ๆ ได้ สำหรับผู้ป่วยคนอื่น ขอให้อย่าท้อแท้ เรายังทำอะไรได้อีกเยอะ ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ ก็ต้องรักษา ภายใต้การดูแลของแพทย์ ต้องกินยาอย่างเคร่งครัด เปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองใหม่ โรคเอดส์สามารถรักษาให้หายได้”

แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีบทสรุปว่าผู้ป่วยต้องกินยานานแค่ไหน และอะไรเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ป่วยหายขาดจากโรคเอดส์ สามารถหยุดทานยาได้แล้ว แต่การพบผู้ป่วยที่หยุดกินยานานถึงเจ็ดปี โดยไม่กลับมาเป็นซ้ำ และสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ โดยไม่ต้องกินยา ก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นความหวังให้กับผู้ป่วยรายอื่น ๆ ว่าในอนาคตอาจรักษาให้หายขาดได้เหมือนกัน

แต่ที่สำคัญคือ จะต้องรู้เร็ว กินยาเร็วและนานพอ ถึงจะรักษาให้หายขาดได้.